สุภาษิตโบราณที่ว่า ‘ไก่ได้พลอย’ คงเข้ากับยุคสมัยนี้ที่ ‘แท็บเล็ต‘ (Tablet) ครองเมือง ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด ผู้ใช้จำนวนมากหันมาเลือกซื้อแท็บเล็ตแบบไม่ตั้งใจ เพียงเพราะต้องการตามกระแสที่กำลังมาแรง ทั้งที่ยังงงๆ ว่า ซื้อมาแล้วจะใช้ประโยชน์อะไร และไม่เข้าใจถ่องแท้ว่า แท็บเล็ตนี้ผู้ผลิตสร้างมาเพื่อจุดประสงค์อะไรกันแน่ …

iPad Vs Android

แรงไม่แรงดูได้จากแถวของผู้คนที่ยืนขาแข็ง นั่งจับเจ่าหลายชั่วโมง เพื่อจะได้เป็นเจ้าของ ‘iPad 2‘ เรือนหมื่นกว่าบาท แค่วันเดียวขายเกลี้ยง 4,000 เครื่องภายในไม่กี่ชั่วโมง ไม่นับเครื่องในตลาดเกรย์มาร์เก็ต (ตู้ขายมือถือทั่วไป) ที่แต่ละร้านขายได้ไม่ต่ำกว่า 10-20 เครื่องในแต่ละวัน ทั้งที่แพงกว่าก็ยอมจ่าย ยังไม่รวมถึงแท็บเล็ตแบรนด์จีนแดง แบรนด์เกาหลีอีกหลายรุ่นที่ทำยอดขายได้งดงามไม่แพ้กัน ถือเป็นการการันตีความนิยมของแท็บเล็ตได้เป็นอย่างดี

จนทำให้เกิดเป็นกระแส “แท็บเล็ตฟีเวอร์” เช่นเดียวกับแฟชันเสื้อผ้าที่ใครไม่ซื้่อไว้ใช้มีโอกาสเชย ตกเทรนด์ ได้

น้ำหนักเบา ขนาดเล็กพกพาสะดวก เป็นเหตุผลหนึ่งของผู้ที่มีแท็บเล็ตในครอบครอง แต่ต้องทำอย่างไร ถึงทำให้ใช้ประโยชน์ของแท็บเล็ตได้เต็มประสิทธิภาพ ไม่ใช่แค่เห่อตามแฟชั่น ชั่วโมงนี้ ตัวเลือกที่น่าสนใจมี 2 ค่ายให้เลือกระหว่างไอแพด (iPad) กับ แอนดรอยด์ (Android)

ฮาร์ดแวร์แตกต่าง

แท็บเล็ตที่ถือเป็นหัวหอกในตลาดปัจจุบันมีอยู่ 2 พวก 2 ค่าย ได้แก่ ค่ายแอปเปิล (Apple) ที่ส่งไอแพดเข้าประกวด โดยมีคู่แข่งรายสำคัญ คือ แอนดรอยด์ ของค่ายกูเกิล (Google) ที่พัฒนาซอฟต์แวร์ ส่วนฮาร์ดแวร์จับมือกับผู้พัฒนาด้านฮาร์ดแวร์อีก 36 รายในการผลิตฮาร์ดแวร์ออกมาวางขาย

iPad เป็น แท็บเล็ตที่แอปเปิลผูกขาดในเกือบทุกเรื่อง เป็นทั้งผู้ผลิต กำหนดราคา กำหนดวิธีการทำตลาด กำหนดทุกสิ่ง แตกต่างจากแอนดรอยด์ที่กูเกิลสร้างขึ้นมา แล้วให้บรรดาผู้ผลิตฮาร์ดแวร์สามารถนำไปปรับแต่งใช้ตามความเหมาะสม ทำให้แท็บเล็ตแอนดรอยด์มีระดับราคาไล่ตั้งแต่ต่ำไปสูง ตามประสิทธิภาพและออปชัน ผิดกับไอแพดที่ตั้งราคาขายในระดับเดียว ซึ่งอาจจะสูงแต่เมื่อดูจากนวัตกรรมที่ใส่มาถือว่า คุ้ม

ต่างโอเอส ต่างการใช้งาน

ส่วนโอเอส (OS : Operating System) หรือส่วนระบบปฏิบัติการทั้ง iPad, Android แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดย Apple จะเลือกใช้ระบบปฏิบัติการ ไอโอเอส (iOS) เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก ในขณะที่ Google พัฒนาแอนดรอยด์ 3.0 ซึ่งเป็นเวอร์ชันแท็บเล็ตโดยเฉพาะ ใช้โค้ดเนมว่า ‘Honeycomb

iOS เป็นระบบปฏิบัติการที่ Apple เป็นผู้พัฒนา และนำมาใช้บนอุปกรณ์ iOS ของแอปเปิลทั้ง iPad, iPhone และ iPod Touch จุดเด่นอยู่ที่หน้าตาอินเตอร์เฟส (Interface) ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน เน้นความหรูหราด้วยเอฟเฟ็กต์การเข้าใช้งานแอปพลิเคชันที่สวยงาม แต่ต้องแลกมาด้วยการเป็นระบบปิด iOS ผูกติดกับฮาร์ดแวร์ที่แอปเปิลเป็นผู้ผลิตเท่านั้น อีกทั้งยังไม่อนุญาตให้ผู้ใช้ทั่วไปนำชุด SDK มาพัฒนาแอปพลิเคชันเองได้อย่างอิสระ รวมถึงการเชื่อมต่อทุกสิ่งอย่าง ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน เพลง หรือวิดีโอ ส่วนใหญ่ต้องทำผ่าน iTune เท่านั้น ไม่สามารถคัดลอกหรือย้ายไฟล์แบบอิสระได้เหมือนแท็บเล็ตแบรนด์อื่น

ส่วน Android 3.0 เป็นระบบปฏิบัติการระบบเปิด ทำให้ผู้ผลิตแท็บเล็ตแบรนด์ต่างๆ นำไปติดตั้ง ปรับแต่งให้เข้ากับฮาร์ดแวร์ที่ผู้ผลิตแท็บเล็ตแต่ละแบรนด์ต้องการได้ นอกจากนั้น ในตัวระบบปฏิบัติการยังสามารถจัดการไฟล์ทั้งจากภายนอกและภายในได้อย่างอิสระ เป็นผลให้แท็บเล็ตที่ใช้โอเอส แอนดรอยด์ในตลาดมีวางจำหน่ายอยู่หลายรุ่น หลายแบรนด์และหลายประสิทธิภาพให้ผู้ใช้ได้เลือกตามกำลังทรัพย์และความต้องการของตน

ระบบปิด-ระบบเปิด มีผล

เรื่องระบบปิด-ระบบเปิดถูกพูดถึงอย่างมากในวงการสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต เนื่องจากความโด่งดังของไอโอเอสที่ขึ้นชื่อเรื่องระบบปิด จนทำให้ผู้ใช้หน้าใหม่หลายคนเกิดความไม่พอใจในเรื่องการใช้งานที่ค่อนข้างยุ่งยาก ความจริงแล้วระบบปิดของแอปเปิลได้ถูกนำมาใช้บนอุปกรณ์ iOS แทบทุกตัว เพราะเป็นการป้องกันเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ได้ดีที่สุด เนื่องจากการโอนถ่ายไฟล์ต่างๆ จะถูกทางโปรแกรม iTuneกำหนดไว้ว่าจะสามารถโอนถ่ายไฟล์ประเภทใดได้บ้าง ซึ่งผู้ใช้ไม่สามารถเปิดไดร์ฟข้อมูลแล้วจับไฟล์เอกสารต่างๆ คัดลอกลงไปได้แบบแฟลชไดร์ฟหรือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ซึ่งเป็นระบบเปิดได้

ที่สำคัญคือ เรื่องบัญชีผู้ใช้และระเบียบการดาวน์โหลด การดาวน์โหลดบนแอปสโตร์ที่เป็นระบบปิดจะต้องมีการสมัครสมาชิกถึงจะใช้งานได้ ส่วนการติดตั้งแอปพลิเคชันจะถูกจำกัดเฉพาะบัญชีของแต่ละคนเท่านั้น ถ้าใครนำอุปกรณ์ iPad ไปเชื่อมต่อเพื่อคัดลอกแอปพลิเคชัน รวมถึงเพลย์ลิสต์เพลง รูปภาพ มาจากเพื่อน อาจมีผลให้ข้อมูลบางส่วนของตัวเองถูกลบออกและถูกแทนที่ด้วยบัญชีและแอปพลิเคชันของเพื่อนทันที

ในขณะที่ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ที่ถือเป็นระบบเปิดจึงไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น เพราะการติดตั้งแอปพลิเคชันจะทำได้อย่างอิสระและยืดหยุ่นกว่า iOS แถมยังสามารถใช้งานเก็บข้อมูลแทนแฟลชไดร์ฟได้ด้วย

แอปพลิเคชันคือไม้ตายสำคัญ

พูดถึงแอปพลิเคชันหรือเรียกสั้นๆ ว่า แอปฯ ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อแท็บเล็ตอย่างมากโดยเฉพาะคนที่ต้องการนำแท็บเล็ตมาใช้งานอย่างจริงจัง ใครที่มีจำนวนแอปฯ ในสโตร์มากและน่าสนใจกว่าย่อมดึงดูดใจผู้บริโภคได้มากกว่าแท็บเล็ตที่มีแอปฯ ในสโตร์ที่น้อยกว่า

หากเปรียบเทียบจำนวนแอปฯ และความน่าสนใจของแท็บเล็ตยอดนิยมทั้ง 2 แบรนด์จะพบว่า ในส่วนของไอโอเอสจากแอปเปิลที่ใช้แอปสโตร์ เป็นตลาดในการซื้อขายแอปฯ บนไอแพด จะมีจำนวนแอปฯ ที่รองรับเฉพาะไอแพดทั้งสิ้นประมาณ 65,000 – 70,000 ตัว ในขณะที่แอนดรอยด์ 3.0 จากกูเกิลที่ใช้ ‘มาร์เก็ต’ เป็นตลาดซื้อขายแอปฯ จะมีแอปฯ ที่รองรับกับแอนดรอยด์ 3.0 จริงๆ อยู่ประมาณแค่หลักร้อยหลักพันเท่านั้น

และหากแยกเรื่องความน่าสนใจในตัวแอปฯ จะเห็นอย่างชัดเจนว่าด้วยจำนวนแอปฯ ในสโตร์ที่มากของแอปเปิล ส่งผลให้ผู้ใช้ที่ต้องการแท็บเล็ตมาใช้งานอย่างจริงจัง เช่น ต้องการนำไปใช้งานในการทำดนตรีหรือนำไปใช้ทำงานออฟฟิศ ตกแต่งภาพ จะมีตัวเลือกในการใช้งานแอปฯ ได้หลากหลายและตรงตามความต้องการมากกว่า

ในขณะที่แอปฯ บนมาร์เก็ตในแอนดรอยด์ 3.0 จะเน้นแอปฯ ทำงาน พิมพ์เอกสาร เครือข่ายสังคม และเกมแนวฆ่าเวลาโดยปราศจากแอปฯ ที่สามารถใช้ทำงานเฉพาะทาง เช่น สร้างดนตรีหลายแทร็คหรือตกแต่งภาพระดับสูง อย่างสิ้นเชิง ข้อดีของแอนดรอยด์เมื่อนำไปใช้ทำงาน นอกจากเรื่องของแอปฯ ทำงานเอกสารแล้ว ในส่วนของการรองรับแฟลชถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้แอนดรอยด์สามารถใช้ทำงานและเล่นเว็บไซต์ได้สมบูรณ์กว่าไอโอเอสจากแอปเปิลที่รองรับแต่ HTML5 อย่างเดียว

ออปชันเสริมไม่เท่ากัน

ปัจจุบันเรื่องของอุปกรณ์เสริมและพอร์ตเชื่อมต่อถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยสร้างภาพลักษณ์ของแท็บเล็ตให้ดูน่าใช้มากยิ่งขึ้น เพราะผู้ใช้แท็บเล็ตจำนวนมากเลือกซื้ออุปกรณ์เหล่านี้มาเพื่อต้องการใช้ทำงานเป็นหลัก เพราะฉะนั้นเรื่องของพอร์ตเชื่อมต่อและอุปกรณ์เสริมต่างๆ จึงถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

แท็บเล็ตจากแอนดรอยด์ได้เปรียบมากในจุดนี้ เพราะกูเกิลไม่ได้ผูกมัดผู้ผลิตในการผลิตฮาร์ดแวร์ต่างๆ ทำให้ผู้ผลิตเหล่านั้นสามารถเลือกใส่อุปกรณ์เสริมหรือพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ลงบนตัวแท็บเล็ตได้อย่างอิสระ ดังจะเห็นได้จาก แท็บเล็ตแอนดรอยด์ส่วนใหญ่จะมาพร้อมพอร์ตเชื่อมต่อ HDMI เพื่อใช้เชื่อมต่อกับทีวีความละเอียดสูง หรือแม้แต่การติดตั้งพอร์ต USB มาบนแท็บเล็ตเพื่อไว้ใช้เชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ได้

แต่สำหรับแท็บเล็ตจากฝั่งแอปเปิลอย่างไอแพด ซึ่งด้วยแนวคิดการออกแบบมาให้การใช้งานเรียบง่ายและต้องการให้การเชื่อมต่อต่างๆ สามารถทำได้ด้วยการเชื่อมต่อแค่พอร์ตเดียว ทำให้เมื่อผู้ใช้ต้องการเลือกพอร์ตใช้งานอื่นๆ นอกเหนือจากช่อง 30 พิน เช่น USB หรือ HDMI จำเป็นต้องเสียเงินซื้ออุปกรณ์เสริมมาใช้ตามการใช้งานที่ต้องการ อีกทั้งด้วยการที่อุปกรณ์เสริมเหล่านั้นต้องเชื่อมต่อผ่านช่อง 30 พินเท่านั้น ทำให้การสลับใช้พอร์ตและอุปกรณ์เสริมอื่นๆ ไม่สามารถทำได้บนไอแพด

ใช้อะไร เลือกอย่างนั้น

แท็บเล็ตแต่ละตัวมีการทำงานที่แตกต่างกัน เช่น แท็บเล็ตที่ใช้ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ส่วนใหญ่จะเหมาะกับผู้ที่เน้นการทำงาน ใช้เปิดเว็บไซต์ อัปโหลดบทความขึ้นเว็บ และเน้นเรื่องของเครือข่ายสังคมเป็นหลักมากกว่าเรื่องเล่นเกมที่เป็นรองลงมา เนื่องจากตัวระบบปฏิบัติการสามารถรองรับแฟลชและมีการติดตั้งพอร์ตเชื่อมต่อมาให้อย่างครบครัน ทำให้ความสามารถในการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมอย่างคีย์บอร์ด หรือการเชื่อมต่อช่องส่งสัญญาณภาพแบบความละเอียดสูง (HDMI) สามารถทำได้อย่างง่ายดาย

ในส่วนแท็บเล็ตจากแอปเปิลอย่างไอแพดจะเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องการความหรูหรา ไม่สนใจเรื่องจุกจิกอย่างปัญหาการซิงค์แอปฯ และยอมรับในเรื่องของระบบปิด รวมถึงชื่นชอบและจำเป็นต้องใช้งานแอปฯ เฉพาะทางหรือเป็นขาเกมระดับฮาร์ดคอร์เป็นหลัก เพราะด้วยจำนวนแอปฯ ที่มากกว่าแอนดรอยด์แท็บเล็ตทำให้การใช้งานในส่วนของแอปฯจะทำได้หลากหลายกว่ามาก

สุดท้าย ไม่ว่าแอปเปิลไอแพดหรือกูเกิลแอนดรอยด์ แท็บเล็ตทุกตัวมีคุณค่าในตัวเองแทบทั้งสิ้นอยู่ที่ว่าผู้ใช้จะมองเห็นคุณค่า-ข้อดีเสียของแท็บเล็ตตัวไหนมากกว่ากัน จงพยายามตัดเรื่องตามแฟชั่นและข้ออคติออกไป พร้อมมองถึงเหตุผลและใช้ความต้องการที่แท้จริงเป็นตัวเลือกซื้อจะดีที่สุด

ข้อควรรู้หากใข้แท็บเล็ต

1. บัตรเครดิตสำคัญเมื่อซื้อแอปฯ

เป็นเรื่องที่ผู้อยากใช้แท็บเล็ตให้เต็มประสิทธิภาพต้องอ่านอย่างยิ่ง เพราะไม่ว่าจะเป็นมาร์เก็ตของแอนดรอยด์หรือแอปสโตร์ของแอปเปิล ถ้าผู้ใช้แท็บเล็ตอยากใช้งานให้คุ้มค่าและเต็มประสิทธิภาพจริงๆ การซื้อแอปฯ มาใช้งานก็เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ถึงแม้จะมีแอปฯ ฟรีให้เลือกดาวน์โหลดก็ตาม

เพราะฉะนั้น คนที่คิดจะซื้อแท็บเล็ตควรต้องเตรียมบัตรเครดิตให้พร้อมเพื่อไว้จับจ่ายสินค้าในสโตร์ ส่วนถ้าใครเงินเดือนยังไม่สามารถทำบัตรเครดิตได้ ก็สามารถใช้บริการบริการบัตรเคดิตเสมือน อย่างบริการ K-Web Shopping Card ของธนาคารกสิกรได้เช่นกัน

2. แท็บเล็ตแทนแล็ปท็อปไม่ได้ทั้งหมด

เชื่อว่าหลายคนคงตั้งความหวังไว้สูงว่าอุปกรณ์อย่างแท็บเล็ตจะสามารถทำงานแทนแล็ปท็อปได้แบบสมบูรณ์ เนื่องจากแอปฯ ที่มีให้ดาวน์โหลดอย่างมากมายตามการใช้งาน แต่ถึงอย่างไรข้อจำกัดของแท็บเล็ตในปัจจุบันก็ยังมีอยู่ โดยเฉพาะเรื่องความยืดหยุ่นในการทำงานเฉพาะทาง

ตัวอย่างที่เห็นชัดเจนคือการตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูงมากๆ ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาหน่วยประมวลผลที่เร็วกว่าแท็บเล็ตปัจจุบันจะรองรับ หรือเรื่องของซอฟต์แวร์ใช้งานทั่วไปส่วนใหญ่จะยังไม่รองรับกับระบบแท็บเล็ต จนถึงระบบสัมผัสหน้าจอที่อาจเป็นปัญหาในการใช้งานเพราะคนส่วนใหญ่ชินกับการใช้เมาส์ควบคู่คีย์บอร์ดมากกว่า

ถ้าให้มองว่าแท็บเล็ตจะสามารถเข้ามาแทนที่แล็ปท็อปโดยสมบูรณ์ได้หรือไม่ คำตอบที่ได้คงอยู่ที่คำว่าไม่ แต่ถึงอย่างไรแท็บเล็ตก็สามารถใช้งานแทนเน็ตบุ๊ก สำหรับการพกพาไปนอกสถานที่ พิมพ์งานเล็กๆ น้อยๆ รวมไปถึงความสามารถในการใช้งานแอปฯเฉพาะทางระดับเบื้องต้น เช่น การทำเพลง เล่นเกม 3 มิติ ตกแต่งรูปภาพ ตัดต่อวิดีโอความละเอียดไม่สูงมากพร้อมอัปโหลดขึ้นเครือข่ายสังคมที่เน็ตบุ๊กยังตอบสนองตรงจุดนี้ได้ไม่ดีนัก …

(จาก นสพ. ผู้จัดการ)